โทรจัน (Trojan) คือ โปรแกรมที่ถูกออกแบบมาเพื่อแอบแฝง เพื่อกระทำบางอย่างในเครื่องคอมพิวเตอร์
โดยผู้ไม่หวังดี ชื่อเรียกของโปรแกรมนี้ มาจากตำนานของม้าไม้แห่งเมืองทรอย โปรแกรมนี้จะถูกแนบมากับ
อีเมล์ หรือโปรแกรมที่ดาวน์โหลดผ่านอินเตอร์เน็ต
เมื่อโทรจัน (Trojan) ได้เข้ามาในเครื่องคอมพิวเตอร์ของเราแล้ว
บางกรณีที่เราเล่นอินเตอร์เน็ตจะทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์มีอาการแปลก ๆ อยู่ดี ๆ
ก็มีเสียงเพลงเล่นเอง
เมื่อโปรแกรมนี้ได้เข้ามาควบคุมเครื่องสามารถทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์พัง
หรือเสียหายได้ ซึ่งถ้าเข้าใจแบบง่าย ๆ ก็คือ ผู้บุกรุกสามารถทำอะไรกับเครื่องคอมพิวเตอร์ของเราก็ได้
เหมือนกับเขาได้มานั่งอยู่หน้าเครื่องเราเอง
การป้องกันไม่ให้เครื่องคอมพิวเตอร์
โดนโปรแกรมโทรจัน (Trojan) บุกรุก
การติด Trojan
จะคล้ายกับ Virus
แต่ไม่ง่ายเท่า
เพราะว่าโปรแกรม Trojan มีขนาดที่ใหญ่กว่าไวรัสมาก การป้องกันทำดังนี้
1.
ไม่รับไฟล์ใดทาง Internet จากคนแปลกหน้าไม่ว่าทาง E-Mail ICQ และโปรแกรม IRC ต่าง ๆ
2.
ตรวจสอบไฟล์ที่รับทาง Internet ทุกครั้ง ด้วยโปรแกรมตรวจจับ
Trojan รวมทั้งที่ Download มาด้วย
3.
ไม่เข้าเว็บไซต์ที่ไม่น่าไว้วางใจ
4.
เวลาที่คุยกับคนอื่นทาง Internet (สำหรับนัก Chat) อย่าไปก่อกวนคนอื่นหรือสร้างความหมั่นไส้ให้เขาเพราะอาจเจอเข้ายิง
Nuke เข้าใส่เครื่องของเราได้
Trojan มีหลายตัวมากเหมือนไวรัส
ที่ตัวใหม่ ๆ ออกมาบ่อย แต่เท่าที่พบบ่อยมากที่สุดมีอยู่ 3 ตัว คือ BO
Net Bus และ Girl
Friend โดยที่ส่วนใหญ่ใช้
2 ตัวแรกในการขโมย Password กับเข้าควบคุมเครื่องเป้าหมาย แต่ตัวสุดท้ายนี่ชื่อก็บอกอยู่แล้ว Girl
Friend ไว้สำหรับแอบดูว่า
เพื่อนสาวหรือเพื่อนชายแอบ(แฟน) แอบเจ้าชู้ไหมทำอย่างไรจึงรู้ว่ามีผู้บุกรุก การที่จะรู้ว่ามีผู้บุกรุกแล้วอันนี้ตรวจสอบค่อยข้างยากเพราะไม่ค่อยออกอาการเหมือนไวรัส
ถ้าผู้ที่แอบเข้ามาในเครื่องไม่แสดงตัวก็จะไม่รู้ได้เลยว่ามีผู้บุกรุกเข้ามาในเครื่องเราแล้ว
นอกจากใช้โปรแกรมตรวจจับ หา Download ได้ทาง Internet
วิธีที่พอจะทำให้รู้ว่ามีเครื่องมีเจ้า
Trojan แล้วทำได้ดังนี้
1.
หมั่นใช้โปรแกรมตรวจจับโทรจัน บ่อย ๆ และหมั่น Upgrade
โปรแกรมตรวจจับโทรจัน
2.
คอยสังเกตดูอาการต่าง ๆ ที่ผิดปกติของเครื่องคอมพิวเตอร์
3.
ทุกครั้งที่เล่นอินเทอร์เน็ต ต้องบันทึกวันเวลา และจำนวนชั่วโมงที่ใช้เสมอ
และตรวจสอบกับทาง ISP ว่าตรงกันหรือไม่
4. ทุกครั้งที่
Log in เข้าระบบไม่ได้ทั้งที่ชั่วโมงอินเทอร์เน็ทยังไม่หมด
ให้สันนิษฐานว่าโดนขโมย Username กับ Password ให้ตรวจสอบกับทาง ISP
คีย์ ล็อคเกอร์ (Key
Logger) คือ อาชญากรรมที่เกิดขึ้น กับคอมพิวเตอร์ที่รุนแรงมากอย่างหนึ่ง
เพราะผู้ไม่หวังดีจะบันทึกการกดแป้นพิมพ์บนคอมพิวเตอร์ของคุณ
ขโมยข้อมูลทุกอย่างที่อยู่บนเครื่อง ตั้งแต่รหัสผ่านอีเมล รหัสถอนเงินผ่าน e-banking
รหัสซื้อขายหุ้น
และความลับทุกอย่างที่คุณพิมพ์บนเครื่องคอมพิวเตอร์
ซึ่งแฮกเกอร์พวกนี้จะนำข้อมูลของคุณไปเพื่อข่มขู่ แบล็กเมล
นำรหัสบัตรเครดิตไปซื้อสินค้า รวมทั้งนำข้อมูลไปใช้ในทางมิชอบอื่นๆ
ป้องกัน Key
Logger ด้วยตัวคุณเอง
ทุกองค์กรควรป้องกัน Key Logger โดยการให้ความรู้ และการอบรมพนักงานผู้ใช้คอมพิวเตอร์
เพื่อให้เกิดความระแวดระวังและหมั่นตรวจสอบเครื่องของตน
คอยเฝ้าดูด้านหลังเครื่องคอมพิวเตอร์
คอยเฝ้าดูความผิดปกติหรือสิ่งแปลกปลอมบนแป้นพิมพ์
เปลี่ยนมาใช้ Notebook PC แทน Desktop PC เพราะแป้นพิมพ์ของโน้ตบุ๊กติดตั้งอุปกรณ์ Key
Logger ได้ยากกว่า
อีกทั้งยังสามารถพกพาติดตัวไปได้ตลอดเวลา จึงลดโอกาสที่ผู้ไม่หวังดีจะแอบมาติดตั้ง
Key Logger บนเครื่องของคุณได้
ควรเพิ่มมาตรการตรวจสอบรหัสผ่านเพิ่มขึ้นชั้นหนึ่ง
แม้โดยปกติเรามีการตรวจสอบด้วย Username และ Password อยู่แล้ว
แต่เพื่อความไม่ประมาทควรมีการตรวจสอบรหัสผ่านโดยใช้ Secure
Token, Smart card หรืออุปกรณ์อื่นอีกชั้นหนึ่ง และความมีการเปลี่ยนรหัสผ่านเป็นประจำ
เพื่อป้องกันคนร้ายที่ได้รหัสก่อนหน้านี้กลับเข้ามาขโมยข้อมูลได้อีก
ติดตั้งโปรแกรมป้องกันไวรัส สำหรับ Key Logger แบบซอฟต์แวร์ และป้องกัน Key
Logger แบบฮาร์ดแวร์ด้วยการควบคุมการเข้าออกของพนักงาน
เพื่อไม่ให้สามารถลักลอบติดตั้งอุปกรณ์ที่ตัวเครื่องได้
ควรเพิ่มเมนูแบบ Drop Down เพื่อทดแทนเมนูแบบที่ต้องพิมพ์
หรือใส่ข้อมูลด้วยการคลิกตัวอักษรบนหน้าจอแทนการพิมพ์ ซึ่ง Key
Logger จะไม่สามารถดักจับข้อมูลได้
ป้องกัน-Key-Loggerหรือหากจะป้องกันในระดับ advance ก็สามารถหาซอฟต์แวร์ที่ช่วยตรวจจับ Key
Logger มาใช้
ซึ่งสามารถช่วยปิดการติดต่อระหว่าง Key Logger กับคอมพิวเตอร์
และยังช่วยแจ้งเตือนไปยังผู้ที่เกี่ยวข้องให้โดยอันโนมัติด้วย
แม้ฝ่ายไอทีขององค์กรจะมีหน้าที่คอยดูแลและแก้ปัญหาคอมพิวเตอร์ให้แก่ผู้ใช้คอมพิวเตอร์
แต่ในความเป็นจริงอาจไม่สามารถดูแลได้อย่างทั่วถึง วิธีที่ดีที่สุดคือ
ให้ความรู้พนักงานได้เข้าใจถึงอันตรายและการป้องกันการโจมตีเหล่านี้
เพื่อให้พนักงานสามารถดูแลตรวจสอบเครื่องคอมพิวเตอร์ของตนเองได้
ผู้ไม่หวังดีก็จะเข้ามาขโมยข้อมูลได้ยากลำบากมากขึ้น
Exploit Code คือ
โปรแกรมที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อให้ทาการเจาะ ระบบโดยอาศัย ช่องโหว่ของ software,
hardware หรือช่อง
โหว่ต่าง ๆ เพื่อที่จะเข้าทาการครอบครอง หรือควบคุม computer
เพื่อที่จะให้กระทำการบางอย่าง
วิธีป้องกัน Exploit
Code
1. ผู้ใช้ควรมีรหัสผ่านที่ซับซ้อนมีทั้งตัวอักษรพิมพ์ใหญ่
และพิมพ์เล็ก มีตัวเลขผสมอยู่ด้วย
2. รหัสควรมีความยาวที่เหมาะสม
ไม่สั้น หรือยาวจนเกินไป
3.
ควรเปลี่ยนรหัสผ่านใหม่ทุกเดือนและไม่ใช่รหัสผ่านเดียวกันกับทุกระบบ
4. การนาซอฟต์แวร์ที่มีความเสี่ยงมาใช้ในระบบเครือข่ายจำกัดเวลาในการเข้าออกที่ทำงาน
5.ไม่เปิดเผยข้อมูลแก่ผู้ที่ไม่น่าไว้ใจ
6. สำหรับผู้ดูแลระบบหรือทีมงานควรมีมาตรการควบคุมการเข้าออกห้องเซิร์ฟเวอร์
7. การรีโมตเข้ามาคอนฟิกระบบว่าเปิดเฉพาะไอพีแอดเดรสใดบ้าง
8. ปรับปรุงค่า Firewall Policy ให้รัดกุมไม่มีช่องโหว่




ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น